อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

อุปติสสะและโกลิตะ บรรลุพระอรหันต์


เมื่ออุปติสสะและโกลิตะ พร้อมปริพาชกบริวาร เดินทางเพื่อไปพบพระพุทธเจ้า ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำลังแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท 4 ทรงเห็นคนเหล่านั้นแต่ไกล

พระพุทธองค์จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า…

“ภิกษุทั้งหลาย สหายทั้งสองคนนั้นคือโกลิตะและอุปติสสะ ที่กำลังมานั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา เป็นคู่สาวกอันยอดเยี่ยมของเรา”

ลำดับนั้น ทรงแสดงขยายพระธรรมเทศนาที่เนื่องด้วยความพระพฤติแห่งบริวารของสหายสองคน เมื่อจบเทศนาแล้ว ปริพาชกบริวาร 250 คน ได้บรรลุพระอรหันต์ ส่วนอุปติสสะและโกลิตะไม่ได้บรรลุ ยังคงเป็นพระโสดาบัน ในพระวินัยปิฎกเล่าว่า สารีบุตรและโมคคัลลานะพากันเข้าเฝ้าซบศีรษะลงที่พระบาท

แล้วมาณพทั้งสองกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบทว่า…

“ขอพวกข้าพระพุทธเจ้า พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ตรัสประทานการอุปสมบทว่า…

“พวกเธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

พระวาจานี้แล ได้เป็นอุปสมบทของผู้มีอายุเหล่านั้น รวมทั้งพวกปริพาชกบริวารทั้ง 250 คนด้วย

หลังจากบวชแล้ว อุปติสสะได้ชื่อว่า พระสารีบุตร เพราะเป็นบุตรของนางสารีพราหมณี ส่วนโกลิตะได้ชื่อว่า พระโมคคัลลานะบ้าง พระมหาโมคคัลลานะบ้าง เพราะเป็นบุตรของนางโมคคัลลีพราหมณี

อรรถกถาเอกนิบาตเล่าว่า พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออกตรัสว่า “จงเป็นภิกษุมาเถิด” ทันใดนั้น ผมและหนวดของปริพาชกเหล่านั้นก็หายไป บาตรและจีวรเกิดจากฤทธิ์มีแก่พระอัครสาวกทั้งสอง

หลังจากบวชแล้ว เพราะสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่ พระโมคคัลลานะใช้เวลา 7 วัน จึงบรรลุถึงที่สุดสาวกบารมีญาณที่บ้านกัลลวาลคาม แคว้นมคธ

พระสารีบุตรใช้เวลาล่วงเลยไปครึ่งเดือนนับจากบวช ท่านไปอยู่ในถ้ำสุกรขาตา กรุงราชคฤห์กับพระพุทธเจ้า เมื่อพระศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร ท่านก็ได้ส่งญาณพิจารณาตามพระเทศนา ก็ได้บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ ถึงอรหัตมรรค เหมือนคนได้บริโภคข้าวที่จัดไว้เพื่อคนอื่น หลานของท่านบรรลุโสดาปัตติผล

อรรถกถาธรรมบท อธิบายว่า เหตุที่ท่านบรรลุพระอรหัตช้า แม้จะเป็นผู้มีปัญญามาก แต่บรรลุช้ากว่าพระมหาโมคคัลลานะ เพราะพระสารีบุตรมีการตระเตรียมมาก มีบริกรรมมาก เหมือนอย่างพวกคนเข็ญใจ นึกจะไปที่ใดก็ไปได้เลย แต่พระราชาจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องมีการตระเตรียมมาก ทั้งช้างพระราชพาหนะและกำลังคนมาก เป็นต้น เพื่อสมแก่ฐานะ ฉันใด พระสารีบุตรก็มีอุปมัยฉันนั้น

พระสารีบุตรเล่าถึงการได้ฟังธรรมและบรรลุพระอรหัตของท่านว่า…

“พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระจักษุได้ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่น เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ เรามุ่งประโยชน์ ได้ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่ไร้ประโยชน์ จึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้”

เครดิตบทความต้นฉบับ : หนังสือ ๘๐ พระอรหันต์ ฉบับสมบูรณ์ หน้า 132 จัดพิมพ์โดยธรรมสภา