อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พบและเลื่อมใสพระอัสสชิเถระ


สมัยนั้น พระพุทธเจ้าของพวกเราบรรลุพระปรมาภิสัมโพธญาณ (ความตรัสรู้ชอบยิ่งสูงสุดแล้ว) ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงส่งพระสาวกออกประกาศคำสอน ส่วนประองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์

วันหนึ่งอุปติสสปริพาชกรับประทานอาหารแต่เช้ามืด แล้วออกเดินไปยังอารามของปริพาชก พอสว่างแล้ว เขาได้เห็นพระอัสสชิเถระเดินเที่ยวบิณฑบาต ก็คิดว่า…“บรรพชิตเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”

พระอัสสชินั้น มีมารยาทงามก้าวไป ถอยกลับ แล เหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส มีนัยน์ตาทอดลง มีทุกอิริยาบถงดงาม

อุปติสสะคิดว่า…“ในบรรดาพระอรหันต์ หรือท่านผู้ได้บรรลุพระอรหัตตมรรคในโลก ภิกษุรูปนี้ คงเป็นผู้ใดผู้หนึ่งที่เป็นพระอรหันต์แน่ ถ้ากระไร เราจะเข้าไปหาท่านแล้วถามว่า ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจธรรมของใคร?”

อุปติสสะติดตามไปจนพระอัสสชิบิณฑบาตเสร็จ แล้วไปยังที่แห่งหนึ่ง เขารู้ว่าพระเถระต้องการจะนั่ง จึงได้ลาดตั่งปริพาชกของตนถวาย พระเถระได้ฉันท์แล้ว เขาก็ถวายน้ำในคณโฑน้ำของตนแก่ท่าน กระทำวัตรอย่างที่ศิษย์ควรทำแก่อาจารย์ แล้วพูดคุยปราศรัยพอให้เป็นที่บันเทิง พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วยืนอยู่ในที่ควรข้างหนึ่ง

แล้วอุปติสสะจึงกล่าวถามว่า…

“อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน? หรือท่านชอบใจธรรมของใครขอรับ?”

พระอัสสชิตอบว่า…

“มีอยู่ท่าน มีพระมหาสมณศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เราเองบวชอุทิศเฉพาะผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา และเราชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น”

อุปติสสปริพาชกถามต่อว่า…

“ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร? แนะนำอย่างไร?”

พระอัสสชิตอบว่า…

“เราเป็นคนใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งเข้ามาในพระธรรมวินัยนี้ จึงไม่อาจจะแสดงธรรมอย่างกว้างขวางได้ แต่จักกล่าวใจความโดยย่อแก่ท่าน”

อุปติสสะกล่าวว่า…

“จะน้อยหรือมาก ก็นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียว ท่านจะทำถ้อยคำให้มากมายทำไม”

อรรถกถาว่า พระอัสสชิถึงพร้อมด้วยความสามารถพิเศษ คือ ปฏิสัมภิทาญาณ ท่านสามารถแสดงธรรมที่ลึกซึ้งได้มากมาย แต่ท่านต้องการให้ปริพาชกนี้เคารพในธรรม และต้องการถ่อมตนว่า การแสดงธรรมอันลึกซึ้งมากมายนั้น เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่มีวิสัยของสาวกเช่นท่าน

ลำดับนั้น พระอัสสชิได้กล่าวธรรมนี้ว่า…

“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา
เตสํ เหตํ ตถาคโต (อาห)
เตสญฺจ โย นิโรโธ
เอวํวาที มหาสมโณ”

“ธรรมเหล่าใดเกิดจากเหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุ และความดับของธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้”

อุปติสสะ (สารีบุตร) ปริพาชกฟังธรรมนี้แล้วได้เกิดธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทินว่า…“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่สารีบุตรปริพาชกว่า…

“ธรรมนี้แหละ ถ้ามีก็เพียงนี้เท่านั้น ท่านทั้งหลายจงบรรลุถึงบทอันหาความโศกมิได้ บทอันหาความโศกมิได้นี้ พวกเรายังไม่เห็น จึงล่วงเลยมาแล้วหลายหมื่นกัป”

เครดิตบทความต้นฉบับ : หนังสือ ๘๐ พระอรหันต์ ฉบับสมบูรณ์ หน้า 127 จัดพิมพ์โดยธรรมสภา