อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

ถูกกล่าวหาว่าทำร้ายภิกษุ


สมัยหนึ่ง พระสารีบุตรจำพรรษาที่พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี ออกพรรษาแล้วท่านต้องการจะจาริกไปสู่งที่อื่น จึงพร้อมด้วยภิกษุบริวารของท่านเข้าเฝ้าทูลลาพระพุทธเจ้า เมื่อออกจากที่ประทับแล้ว ภิกษุจำนวนมากต้องการตามส่ง เป็นมารยาทและความรักความผูกพันที่ภิกษุทั้งหลายมีต่อท่าน ทำให้ท่านต้องสนทนาปราศรัยกับภิกษุจำนวนมาก ทั้งถามชื่อถามโคตร ด้วยความมีภิกษุจำนวนมาก ท่านจึงไม่สามารถจะสนทนาได้ทั้งหมด ระหว่างนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งน้อยใจ คิดว่า…“พระสารีบุตรเถระน่าจะยกย่องปราศรัยกับเราบ้าง อย่างน้อยก็ควรจะถามชื่อและโคตร แล้วส่งเรากลับ ท่านไม่ให้เกียรติเราเหมือนภิกษุอื่นๆบ้างเลย”

ขณะพระสารีบุตรสนทนากับภิกษุอื่นๆอยู่นั้น มุมสังฆาฏิของท่านก็ไปถูกร่างกายของภิกษุรูปนั้นเข้า ภิกษุนั้นมีความคิดไม่พอใจอยู่แล้ว แม้พระสารีบุตรจะไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินอะไร แต่ภิกษุรูปนั้นมีความคิดอันธพาลขึ้นว่า…“ก่อนที่ท่านจะไปจากวิหารนี้ ท่านจะได้รู้จักเราละ” จากนั้น ภิกษุรูปนั้นรีบเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

กราบทูลกับพระพุทธเจ้าว่า…

“พระพุทธเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรทำร้ายข้าพระองค์ เหมือนทำลายหนวกหู (หมายถึงถูกตีกกหู) ท่านไม่ยอมขอโทษและกำลังจะหลีกไปสู่ที่จาริก ท่านคงคิดว่าตัวเองเป็นพระอัครสาวกของพระองค์กระมัง”

พระพุทธเจ้าตรัสเรียกให้พระสารีบุตรเข้าเฝ้า

ขณะนั้นพระโมคคัลลานเถระและพระอานนท์เถระคิดกันว่า…“พระศาสดาเรียกพี่ชายของเราเข้าพบ มิใช่พระองค์ไม่ทรงทราบความจริงก็หาไม่ แต่พระองค์ทรงประสงค์จะบันลืิอสีหนาท เราจะเชิญชวนให้พุทธบริษัทประชุมกัน” จากนั้น พระเถระทั้งสองนำลูกกุญแจไปเปิดประตูบริเวณพระวิหารต่างๆ

แล้วเชิญชวนพวกภิกษุว่า…

“ท่านผู้มีอายุทั้งหลายจงออกมา บัดนี้ พระสารีบุตรจะบันลือสีหนาทต่อหน้าพระพักตร์”

หมู่ภิกษุสงฆ์ประชุมใหญ่กันแล้ว พระสารีบุตรเถระเข้าเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า…

“มีภิกษุกล่าวหาว่าเธอทำร้ายเขา จริงหรือไม่”

พระสารีบุตรไม่ได้กราบทูลปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ

แต่กราบทูลว่า…

“พระพุทธเจ้าข้า หากภิกษุไม่มีสติเป็นไปในกาย ภิกษุนั้นก็อาจจะกระทบกระทั่งเพื่อนร่วมพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง แล้วไม่ขอโทษ รีบหลีกไปสู่ที่จาริก”

จากนั้น พระสารีบุตรประกาสความที่จิตของท่านเหมือน…

1.แผ่นดิน

2.น้ำ

3.ไฟ

4.ลม

5.ผ้าเช็ดธุลี

6.เด็กจันฑาล

7.โคอุสภะมีเขาขาด

8.ความอึดอัดในกายของตนเหมือนซากงู เป็นต้น

9.การบริหารกายของตนดุจภาชนะมันข้น

พระสารีบุตรกล่าวคุณของตนด้วยอุปมา 9 อย่างนี้แล้ว แผ่นดินใหญ่ก็ไหวจนถึงที่สุดพื้นน้ำ ในเวลาท่านยกอุปมาด้วยผ้าเช็ดธุลี เด็กจันฑาลและภาชนะมันข้นขึ้นมา ภิกษุปุถุชนทั้งหลาย ไม่อาจจะอดกลั้นน้ำตาไว้ได้ ส่วนภิกษุผู้เป็นอรหันตขีณาสพเกิดธรรมสังเวช ส่วนภิกษุที่กล่าวตู่พระสารีบุตร เกิดความเร่าร้อนทางกายและใจ ท่านสำนึกผิดลุกจากที่นั่งหมอบกราบลงใกล้พระบาทของพระศาสดา

พระรูปนั้นกล่าวสารภาพว่า…

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โทษได้ครอบงำข้าพระองค์ผู้เป็นคนพาล เป็นคนหลง เป็นคนไม่ฉลาด ข้าพระองค์ได้กล่าวตู่ท่านพระสารีบุตรด้วยคำอันไม่มี คำเปล่า คำเท็จ คำไม่เป็นจริง
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงโปรดรับโทษของข้าพระองค์นั้น โดยความเป็นโทษ เพื่อความสำรวมต่อไปเถิด”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า…

“ดูก่อนภิกษุ โทษได้ครอบงำเธอผู้เป็นคนพาล คนหลง คนไม่ฉลาด เธอได้กล่าวตู่สารีบุตรด้วยคำอันไม่มี…แต่เพราะเธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว กระทำคืนตามธรรม เรายอมรับโทษของเธอนั้น
ภิกษุ ความที่ภิกษุเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้ว ทำคืนตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี้เป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า”

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่า…

“พระสารีบุตร เธอจงอดโทษต่อโมฆบุรุษนี้เสีย มิฉะนั้น เพราะโทษนั้น ศีรษะของโมฆบุรุษนี้จะแตกเป็น 7 เสี่ยง”

พระเถระนั่งกระโหย่งประคองอัญชลีกราบทูลว่า…

“พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ยอมยกโทษต่อผู้มีอายุนั้น และขอผู้มีอายุนั้น จงยกโทษของข้าพระองค์ด้วย ถ้าข้าพระองค์มีโทษอยู่”

ภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญกันว่า…

“ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูความที่พระเถระมีคุณไม่ต่ำทราม ไม่กระทำความโกรธหรือความประทุษร้ายแม้เล็กน้อยให้เกิดขึ้นต่อภิกษุผู้กล่าวตู่ด้วยคำมุสาวาท แต่ตัวท่านเองกลับนั่งกระโหย่งประนมอัญชลี ขอให้ภิกษุรูปนั้นยกโทษให้”

พระพุทธเจ้าทรงสดับแล้วตรัสว่า…

“ภิกษุทั้งหลาย ใครๆไม่อาจให้ความโกรธหรือความประทุษร้าย เกิดขึ้นแก่ภิกษุเช่นสารีบุตรได้ จิตของสารีบุตรเป็นเช่นกับแผ่นดินใหญ่ เสาเขื่อน และห้วงน้ำใส”

แล้วตรัสพระคาถาว่า…

“ภิกษุใด มีจิตเสมอด้วยแผ่นดิน เปรียบด้วยเสาเขื่อน คงที่ มีวัตรดี ปราศจากกิเลสดังเปือกตมแล้ว เหมือนห้วงน้ำปราศจากเปือกตม ย่อมไม่ยินดีนยินร้าย สังสารทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้คงที่นั้น”

จาก : หนังสือ ๘๐ พระอรหันต์ ฉบับสมบูรณ์ หน้า 138 จัดพิมพ์โดยธรรมสภา