อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

ถวายผลไม้ ทำอาสนะดอกไม้และยืนกั้นฉัตรถวาย


หลังจากสรทดาบส ปูอาสนะถวายพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ดาบสปูไว้ ดาบสนั่งอาสนะต่ำกว่า ขณะนั้น หมู่ชฎิลผู้เป็นศิษย์ของดาบส 74,000 คน ถือผลไม้น้อยใหญ่รสอร่อยกลับมา ก็มองดูการนั่งของอาจารย์กับคนแปลกหน้า

หมู่ศิษย์กล่าวกับสรทดาบสว่า…

“ท่านอาจารย์ พวกเราอยู่กับท่านเพราะเข้าใจว่า ไม่มีใครในโลกนี้เป็นใหญ่กว่าท่านแน่ แต่ว่าคนผู้นี้เห็นทีจะยิ่งใหญ่กว่าท่าน”

สรทดาบสกล่าวว่า…

“พ่อเอ๋ย พูดอะไรกัน พวกเจ้าประสงค์จะเปรียบขุนเขาสิเนรุสูง 6 ล้านโยชน์ กับเมล็ดพันธุ์ผักกาดหรือ? พวกเจ้าอย่าเปรียบเรากับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย”

ชฎิลเหล่านั้นคิดว่า…“ถ้าคนผู้นี้เป็นผู้ต่ำต้อยแล้วไซร้ อาจารย์ของเราคงไม่นำมาเปรียบเช่นนี้ คนผู้นี้ต้องใหญ่เป็นแน่” ทุกคนจึงหมอบไหว้ด้วยเศียรเกล้า

สรทดาบสผู้เป็นอาจารย์กล่าวว่า…

“พ่อเอ๋ย ไทยธรรมของเราที่คู่ควรแก่พระพุทธเจ้า ไม่มีเลย พวกเราควรถวายไทยธรรมตามกำลัง จงนำผลไม้ประณีตที่พวกเจ้าหาได้ ล้างทำความสะอาด แล้ววางในบาตรของพระตถาคตด้วยตัวเองเถิด”

หมู่ชฎิลก็ทำตามนั้น ตัวดาบสเองก็กรองน้ำถวาย ครั้นเสวยเสร็จแล้ว

พระพุทธเจ้าทรงพระดำริว่า…

“พระอัครสาวกทั้งสอง จงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์”

พระอัครสาวกทั้งสองรู้พระดำริแล้ว มีพระอรหันต์แสนรูปเป็นบริวาร มาเข้าเฝ้าถวายบังคมแล้วยืนอยู่

สรทดาบสเรียกเหล่าศิษย์แล้วกล่าวว่า…

“พ่อทั้งหลาย อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งก็ต่ำ อาสนะที่พระสมณะแสนรูปจะนั่งก็ไม่มี วันนี้ควรที่ท่านทั้งหลายจะกระทำสักการะให้โอฬาร ท่านทั้งหลายจงนำดอกไม้สวยจากเชิงเขามา”

เวลาที่กล่าวเหมือนเนิ่นนาน แต่วิสัยของผู้มีฤทธิ์เป็นเรื่องที่ไม่ควรคิด พวกท่านไปนำดอกไม้มาโดยกาลเวลาเพียงครู่เดียว พวกท่านนำดอกไม้ที่ได้มาประดับตกแต่งที่ประทับนั่งของพระพุทธเจ้า ของพระอัครสาวกและภิกษุทั้งหลาย

เสร็จแล้วดาบสกราบทูลว่า…

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จขึ้นประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้นี้ เพื่อประโยชน์และความสุขของข้าพระองค์ ตลอดกาลนานเถิด”

พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ได้นั่งบนอาสนะดอกไม้เหล่านั้น โดยสรทดาบสถือร่มฉัตรทำด้วยดอกไม้ใหญ่ยืนกั้นเหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ เพราะประสงค์จะทำสักการะของพวกดาบสให้มีผลมาก แม้ภิกษุทั้งหลาย ก็เข้าสมาบัติตลอด 7 วัน สรทดาบสยืนถือฉัตรอยู่อย่างนั้น 7 วัน ด้วยการยับยั้งอยู่ด้วยปีติและสุข ส่วนหมู่ศิษย์ไปหาของป่าบริโภคแล้ว กลับมายืนประนมมือไหว้พระพุทธเจ้าอยู่เหมือนเดิม

เมื่อครบ 7 วัน พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ออกจากสมาบัติแล้ว ตรัสให้พระนิสภเถระ ผู้นั่งอยู่ข้างขวา กล่าวอนุโมทนาอาสนะดอกไม้และทานที่พวกดาบสกระทำแล้ว พระนิสภเถระกล่าวอนุโมทนาจบแล้ว ตรัสให้พระอโนมเถระ ผู้นั่งข้างซ้าย แสดงธรรม พระอัครสาวกทั้งสองแสดงธรรมจบแล้ว ไม่มีชฎิลคนใดตรัสรู้ธรรมเลย

ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงธรรมในเวลาจบพระเทศนา ชฎิลทั้งหมดบรรลุพระอรหัต แต่สรทดาบสไม่ได้บรรลุ พระพุทธเจ้าตรัสประทานการบวชให้หมู่ชฎิล 74,000 รูปว่า…“จงเป็นภิกษุ มาเถิด”

เหตุที่สรทดาบสไม่บรรลุธรรม เพราะดาบสมีจิตฟุ้งซ่านตั้งแต่เริ่มฟังพระเทศนาของพระอัตรสาวก โดยสรทดาบสมีความคิดขึ้นว่า…“โอ แม้เราก็ควรได้ทำหน้าที่ของพระอัครสาวกอย่างนี้ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้จะเสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต” เพราะเหตุนี้เอง สรทดาบสจึงไม่อาจรู้แจ้งมรรผลได้ในขณะนั้น

เครดิตบทความต้นฉบับ : หนังสือ ๘๐ พระอรหันต์ ฉบับสมบูรณ์ หน้า 121 จัดพิมพ์โดยธรรมสภา