อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

กลับไปบอกสหายรัก และชักชวนเหล่าปริพาชก


เมื่ออุปติสสะบรรลุพระโสดาบันแล้ว

อุปติสสะเรียนพระอัสสชิว่า…

“ท่านขอรับ ท่านไม่ต้องขยายพระธรรมเทศนาให้ยิ่งขึ้นไป เท่านี้ก็เพียงพอ ตอนนี้พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหน?”

พระอัสสชิตอบว่า…

“ผู้มีอายุ ตอนนี้พระองค์ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน”

อุปติสสะกล่าวว่า…

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นขอท่านโปรดล่วงหน้าไปก่อนเถิด ข้าพเจ้ามีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง และข้าพเจ้าทั้งสองได้ตกลงกันไว้ว่า ใครบรรลุอมตธรรมก่อน ผู้นั้นก็จงบอกแก่อีกคน ข้าพเจ้าจะทำตามที่ได้รับปากไว้ แล้วจะพาสหายของกระผมไปสำนักพระศาสดา”

อุปติสสะกล่าวเสร็จแล้วก็หมอบลงกราบเท้าพระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ 3 รอบ ส่งพระเถระแล้ว ก็ไปสู่อารามของปริชพาชก

เวลาต่อมา อุปติสสปริพาชกเข้าไปหาโกติลปริพาชก โกติละเห็นสหายอุปติสสะเดินมา

โกติละจึงถามว่า…

“ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านได้บรรลุอมตธรรมแล้วหรือ?”

อุปติสสะตอบว่า…

“ถูกแล้ว ผู้มีอายุ เราได้บรรลุอมตธรรมแล้ว”

โกติละถามว่า…

“ท่านได้บรรลุอมตธรรมอย่างไร ด้วยวิธีใด?”

อุปติสสะจึงเล่าเรื่องได้ที่ได้พบและฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ แล้วได้บรรลุธรรมจักษุ ให้เพื่อนรักฟังทุกประการ โกติละปริพาชกได้ฟังธรรมที่พระอัสสชิแสดงจากอุปติสสะแล้ว ก็ได้บรรลุธรรมจักษุด้วยเช่นกัน

โกติละจึงได้ชักชวนอุปติสสะว่า…

“ผู้มีอายุ เราไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้ากันเถิด เพราะพระองค์เป็นพระศาสดาของเรา”

อุปติสสะคิดถึงพวกปริพาชกบริวาร จึงกล่าวว่า…

“ผู้มีอายุ ปริพาชก 250 คนนี้ อาศัยเรา เห็นแก่เรา จึงอยู่ในสำนักนี้ เราควรบอกกล่าวพวกนั้นก่อน พวกเขาจะทำตามที่เข้าใจ”

หมายเหตุ. ตามพระวินับ ทั้งสองท่านมีบริวาร 250 คน แล้วติดตามไปบวชทั้งหมด แต่ตามอรรถกถาพระสูตรว่า ทั้งสองมีบริวาร 500 คน ติดตามไปบวชกับพระพุทธเจ้า 250 คน

ทั้งสองพากันเข้าไปหาปริพาชกเหล่านั้น แล้วบอกว่าเราทั้งสองจะไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะพระองค์เป็นพระศาสดาของเรา

พวกปริพาชกตอบว่า…

“พวกเราอาศัยท่าน เห็นแก่ท่าน จึงอยู่ในสำนักนี้ ถ้าท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะ พวกเราทั้งหมดก็จะประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณะด้วย”

ต่อมา อุปติสสะและโกติละพากันเข้าไปหาสัญชัยปริพาชก

สัญชันเห็นมาณพทั้งสอง จึงถามว่า…

“พ่อทั้งสอง พวกพ่อได้ใครที่แสดงทางอมตะแล้วหรือ?”

มาณพทั้งสองเรียนว่า…

“ได้แล้วขอรับท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมก็เกิดขึ้นแล้ว พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์ประพฤติธรรมเปล่า ไร้สาระ เชิญท่านอาจารย์มาเถิด เราทั้งหลายจักไปยังสำนักของพระศาสดา”

สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า…

“พ่อทั้งสองไปเถิด ข้าพเจ้าไม่สามารถไปได้”

มาณพทั้งสองถามว่า…

“เพราะเหตุใด?”

สัญชัยตอบว่า…

“เราเป็นอาจารย์ของคนเป็นอันมาก ถ้าเราจะไปเป็นศิษย์ ก็จะเป็นเช่นการไหวของน้ำในตุ่ม เราไม่อาจไปเป็นศิษย์ได้”

มาณพทั้งสองวิงวอนว่า…

“อย่างทำอย่างนั้นเลยท่านอาจารย์”

สัญชัยกล่าวว่า…

“ช่างเถอะ พ่อพากันไปเถิด เราไม่ไปหรอก”

มาณพทั้งสองกล่าวว่า…

“ท่านอาจารย์ จำเดิมแก่กาลที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก หมู่มหาชนก็มีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น ไปบูชาพระองค์เท่านั้น กระผมทั้งสองก็จะไปในที่นั้นเหมือนกัน ท่านอาจารย์จะว่าอย่างไร?”

สัญชัยถามว่า…

“พ่อทั้งสองเอ๋ย ในโลกนี้มีคนเขลามากหรือคนฉลาดมากกว่ากันเล่า?”

มาณพทั้งสองตอบว่า…

“โลกนี้มีคนเขลามากกว่าขอรับอาจารย์ พวกคนฉลาดมีเพียงเล็กน้อย”

สัญชัยจึงบอกว่า…

“พ่อทั้งสอง ถ้าอย่างนั้น พวกคนฉลาดๆก็จงไปสู่สำนักพระสมณโคดม ส่วนคนโง่เขลาจงมาหาเรา พ่อไปกันเถิด เราไม่ไปหรอก”

มาณพทั้งสองจึงตอบว่า…

“ท่านอาจารย์ ท่านจักรู้เอง”

เมื่อสหายทั้งสองออกไป หมู่ศิษย์ของสัญชัยปริพาชกแตกกันแล้ว อารามปริพาชกได้ว่างลง สัญชัยเห็นอารามว่างเปล่าก็อาเจียนเป็นโลหิตอุ่น

อรรถกถาเถรคาถาว่า สัญชัยปริพาชกถูกความหวังในลาภที่จะได้มาจากศิษย์ ครอบงำจิตใจ ไม่ต้องการไปเป็นศิษย์ของคนอื่น จึงปฏิเสธว่า เราไม่อาจจะเป็นตุ่มใส่น้ำให้คนอื่นอาบได้

เครดิตบทความต้นฉบับ : หนังสือ ๘๐ พระอรหันต์ ฉบับสมบูรณ์ หน้า 128 จัดพิมพ์โดยธรรมสภา