อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

อานิสงส์การฟังธรรม


แม้เพียงใช้จิดตามเสียงธรรมด้วยความยินดี ก็ชื่อมีว่าสวรรค์สมบัติเป็นที่ไป

ในพระนครสาวัตถี มีธรรมมิกอุบาสกคนหนึ่ง มีธิดาเจ็ดคน ซึ่งทั้งบุตร(ลูกเขย)และธิดาก็ขวนขวายในการให้ทาน มีการถวายสลากยาคู สลากภัตต์ ปักขิกภัตต์ อุโปสถิกภัตต์ อาคันตุกภัตต์ คนละอย่างกัน บุตรธิดาเหล่านั้น จึงได้ชื่อว่าอนุชาตบุตร ด้วยกันทั้งนั้น

ครั้นต่อมาวันหนึ่งธรรมมิกอุบาสก ได้ป่วยเป็นไข้ขึ้น อายุและสังขารก็ถอยลง มีความประสงค์จะฟังธรรม จึงส่งสาส์นไปยังสำนักพระพุทธเจ้า ขอให้พระพุทธองค์จัดส่งภิกษุสักแปดรูปหรือสิบหกรูป พระพุทธองค์ก็ทรงส่งภิกษุไปแล้ว

ธรรมมิกอุบาสกก็พูดว่า…

“ท่านเจ้าข้า การที่เห็นพระผู้เป็นทั้งหลาย ข้าพเจ้าหาได้ยากมาก เพราะข้าพเจ้ามีกำลังน้อย ดังนั้นขอท่านพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงสวดพระสูตรหนึ่งเถิด”

พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายก็สวดพระสูตรสติปัฏฐานให้ธรรมมิกอุบาสกฟัง ทันใดนั้น รถหกคันประมาณร้อยห้าสิบโยชน์ ประดับด้วยเครื่องอลังการครบทุกอย่างเทียมด้วยม้าสินธพหนึ่งพัน ได้แล่นมาแต่เทวโลกทั้งหกชั้น

พวกเทวดาผู้ประจำรถก็กล่าวกันว่า…

“พวกข้าพเจ้าจักนำท่านไปสู่เทวโลกของพวกข้าพเจ้า”

ธรรมมิกอุบาสก ไม่ปรารถนาอันตรายแก่การฟังธรรม จึงกล่าวว่า…“รอก่อน”

ดังนั้นภิกษุทั้งหลายก็พากันนิ่งเสีย ด้วยเข้าใจว่าธรรมมิกอุบาสกบอกให้หยุด บุตรและธิดาก็พากันร้องไห้ว่า “บิดาของตนเมื่อก่อนนี้ เป็นผู้สนใจการฟังธรรม แต่บัดนี้กลับห้ามไม่ให้ภิกษุสวด ด้วยบิดาของเรากลัวตาย”

ภิกษุทั้งหลายก็พากันกลับสู่สำนักธรรมิกอุบาสก เผลอไปครู่หนึ่ง เมื่อธรรมมิกอุบาสกได้สติแล้ว

ธรรมมิกอุบาสกก็ถามบุตรว่า…

“เจ้าทั้งหลายคร่ำครวญกันทำไม และพระภิกษุไปไหนกันเสียหมดเล่า”

บุตรและธิดาตอบว่า…

“ข้าแต่พ่อ พ่อได้สั่งให้พระภิกษุหยุดสวด แล้วภิกษุทั้งหลายได้กลับไปหมดแล้ว พวกฉันมาคิดว่า ธรรมดาสัตว์ผู้ไม่กลัวความตายย่อมไม่มีเจ้าทั้งหลายคร่ำครวญกันทำไม และพระภิกษุไปไหนกันเสียหมดเล่า”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“พ่อไม่ได้พูดกับพระผู้เป็นเจ้า”

บุตรและธิดาถามว่า…

“ถ้าเช่นนั้นพ่อพูดกับใคร?”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“พ่อบอกกับเทวดาทั้งหลาย ที่เอารถซึ่งประดับมาหกคัน แต่เทวโลกหกชั้น แล้วหยุดอยู่ในอากาศ แล้วพ่อก็บอกเทวดาเหล่านั้นให้รอก่อน รอก่อน”

บุตรและธิดาถามว่า…

“ดังนี้รถอยู่ที่ไหนเล่าพ่อ พวกฉันไม่เห็น”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“ดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงมีบ้างไหม”

บุตรและธิดาถามว่า…

“มีพ่อ”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“เทวโลกชั้นไหนน่ารื่นรมย์”

บุตรและธิดาถามว่า…

“ดุสิตพิภพ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ น่ารื่นรมย์”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงอธิษฐานว่า…”

“ขอพวงดอกไม้จงคล้องอยู่ที่รถมาแต่ดุสิตพิภพ แล้วโยนพวงดอกไม้ขึ้นไป”

บุตรทั้งหลายโยนดอกไม้ขึ้นไป พวงดอกไม้ก็คล้องอยู่ที่งอนรถห้อยอยู่ในอากาศ มหาชนเห็นพวงดอกไม้นั้นแต่ไม่เห็นรถ

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“พวกเจ้าเห็นดอกไม้อยู่ในอากาศแล้วมิใช่หรือ”

บุตรและธิดาตอบว่า…

“เห็นแล้วพ่อ”

ธรรมมิกอุบาสกบอกว่า…

“นั่นแหละ พวงดอกไม้ได้แขวนอยู่ที่รถชั้นดุสิต พ่อจะไปสู่ดุสิตพิภพ พวกเจ้าอย่าตกใจไปเลย เมื่อต้องการจะไปบังเกิดในสำนักเดียวกับพ่อ ก็จงทำบุญให้ทานรักษาศีล แล้วฟังธรรมตามโอกาสเวลาสมัย ดังที่เราได้ทำไว้แล้วนั่นแหละ”

ครั้นแล้วธรรมมิกอุบาสก ก็ทำกาลกิริยาตายไป ไปประดิษฐานอยู่ในรถที่มาแต่ชั้นดุสิตพิภพ มีนางเทพอัปสรพันหนึ่ง แวดล้อมวิมานแก้ว ประมาณยี่สิบห้าโยชน์ได้ปรากฏคอยรอรับธรรมมิกอุบาสกนั้น

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org