อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

ขาดทานบารมี


ในสมัยพระพุทธเจ้าเอง มีคนๆหนึ่งเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาก็ขอบวช ตอนเช้าไปบิณฑบาต พระใหม่ก็ต้องเดินท้ายแถว พอคนเขาใส่บาตร พอจะถึงองค์ท้าย ข้าวหมด คือเขาไม่มีเจตนาให้ไม่ทั่วนะ แต่เขาไม่เห็นองค์สุดท้าย เขาเทใส่บาตรองค์รองท้ายหมด

รุ่งขึ้นมาท่านอุปัชฌาย์ก็บอก เอ้า…วันนี้คุณเดินหน้า เดินหน้าสุด ส่วนชาวบ้านก็นึก เมื่อวานเราใส่หน้ามันไปไม่ถึงหลัง วันนี้เราใส่หลังมาก่อนดีกว่า แก้ตัวใหม่ พอใส่ไปถึงหน้า ข้าวหมดพอดี เอาเสียอีกแล้ว แต่อุปัชฌาย์ท่านรู้ รู้กฎของกรรม ถ้าบอกเฉยๆ กลัวจะไม่เชื่อ

รุ่นขึ้นอีกวัน อุปัชฌาย์บอก คุณ…วันนี้ยืนกลาง ถ้าชาวบ้านใส่หน้าใส่หลังก็ถึงแน่ พอวันที่สาม ชาวบ้านบอกวันก่อนใส่ต้นไม่ถึงท้าย วันที่สองใส่ท้ายไม่ถึงต้น วันนี้แบ่งเป็นสองพวกเลย พอถึงตรงกลางเจ๊งอีกแล้ว

พอวันที่สี่ อุปัชฌาย์บอกเอาใหม่ วันนี้คุณรองฉัน ชาวบ้านก็ใส่ทางหน้ามา ไม่เห็นองค์ที่สองอีก เลยมาใส่องค์ที่สาม

วันต่อมาอุปัชฌาย์ต้องเอามือจับบาตร จึงได้ข้าว เพราะอาศัยท่าน อดแบบนี้ ท่านก็เลยเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า ท่านผู้นี้เมื่อชาติก่อนไม่นิยมการให้ทานด้วยวัตถุ นิยมแต่ธรรมทาน หมายความว่า นิยมแต่ ปรมัตถธรรม อย่างเดียว มี ศีล สมาธิ ปัญญา ทานไม่มี

นี่เห็นไหม เกือบจะพังอยู่แล้ว แต่นี่พูดถึงเรื่องทานนะ แต่ว่าบุญที่สูงกว่านี้ยังมีอีก ถ้าหากเรารักษาศีลให้ครบถ้วน ก็สูงกว่าท่าน ศีลก็ต้องรักษาเป็นเขตไป ถ้าทำศีลเป็นณานสมาบัติ เป็นสีลานุสสติกรรมฐาน บุญก็สูงกว่านั้นอีก

ถ้าหากว่าทำจิตให้เกิดปัญญา ตัดกิเลสได้ ก็สูงกว่านั้นอีก ถ้า ตัดกิเลสซึ่งเรียกว่าสังโยชน์ได้ 3 ข้อ เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี ตัดกิเลสในสังโยชน์ได้ 5 ข้อ เป็นพระอนาคามี ตัดได้ 10 ข้อ เป็นพระอรหันต์

จาก : หนังสือ ทุกคนอยากรู้ หน้า 69 โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) วัดจันทาราม(ท่าซุง) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี