อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม

อานิสงส์สร้างเวจกุฏี (ห้องน้ำ)


เราตถาคตก็เคยสร้างเวจกุฎี และที่สำหรับอาบแก่พระภิกษุสามเณร ได้ตั้งสัตยธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งในอนาคตกาล”

…..ครั้งหนึ่งพระศาสดาได้เสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร แห่งกรุงสาวัตถี มีมาณพคนหนึ่งเป็นช่างทอง ทำการขายทองรูปพรรณอยู่ในกรุงสาวัตถีนั้น จนมั่งมีโภคทรัพย์สมบัติมาก

อยู่มาวันหนึ่งมาณพนั้นมาคิดว่า…

“เราค้าขายทองก็มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ ทรัพย์ที่หามาได้โดยยาก ก็ไม่อยากจะให้สูญหายไปโดยเร็ว”

มาณพตริตรองหาวิธีที่จะเก็บทรัพย์ให้ได้อยู่นาน ก็ไม่พบวิธีที่จะป้องกันความเสื่อมเสียของทรัพย์ได้ เพราะว่าทรัพย์เป็นของกลาง เป็นเครื่องอาศัยของคนทุกคน สุดแล้วแต่ใครจะขยันหมั่นเพียรหามาได้เท่านั้น ถึงแม้จะหามาได้มากก็ดี ถ้าขาดปัญญาเป็นเครื่องรักษาทรัพย์แล้ว ทรัพย์นั้นก็ไม่คงทนอยู่ได้ แม้จะอยู่ได้ตลอดไป ตนเองก็ไม่มีชีวิตยืนนานพอที่จะบริโภคต่อไปได้ เพราะความตายย่อมมาพรากตนให้หนีไปเสียจากทรัพย์ เมื่อสิ้นชีพแล้วทรัพย์เหล่านั้นก็ไม่ติดตามตนไป ปล่อยไว้ให้คนอื่นเขาใช้สอยอย่างสบาย เห็นมีอยู่แต่อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะติดตามตัวไปในอนาคต คือฝังทรัพย์ไว้ในพุทธศาสนา เมื่อคิดเช่นนี้ มาณพก็ดูว่าจะทำอะไร สิ่งอื่นๆก็เห็นมีผู้ทำไว้หมดแล้ว ก็เห็นแต่เวจกุฎี(ห้องน้ำ)เท่านั้น ที่ยังไม่มีใครทำเลย

ต่อมา มาณพจึงได้สร้างห้องน้ำขึ้น เมื่อสำเร็จแล้วยังได้สร้างโรงไฟ และที่สำหรับอาบน้ำอีกด้วย เมื่อเสร็จสรรพดีแล้ว ก็ทำการฉลองอย่างมโหฬาร และมอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประธาน

แล้วมาณพตั้งปฏิธานความปรารถนาว่า…

“ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานตราบใด ขึ้นชื่อว่าความทุกข์อันเกิดแต่โรคต่างๆ อย่าได้มาแผ้วพานต่อข้าพเจ้าเลย อิมินาทาเนน ด้วยอำนาจผลทานนี้”

พระสารีบุตรก็อนุโมทนาว่า…

“ขอให้ความปรารถนาจงเป็นผลสำเร็จเถิด”

มาณพนั้นเป็นผู้ไม่ประมาทผลทาน ได้สมาทานศีล ครั้นทำกาลกิริยาตายไปแล้ว ไปเกิดบนสวรรค์เทวโลก มีสมบัติวิมานทอง มีเทพอัปสรเป็นยศบริวาร อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนาถึงมาณพผู้นั้นอยู่ พระศาสดาเสด็จมาถึงในที่นั้น

พุทธองค์ทรงตรัสถามว่า…

“ดูกรภิกษุทั้งหลายเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงทรงแสดงธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นว่า…

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นรชนทั้งหลายเกิดมาได้พบพระพุทธเจ้า และในขณะที่พุทธศาสนายังประดิษฐานอยู่ จะเป็นผู้เศร้าโศกในอบายภูมิเป็นจำนวนมาก มาณพที่เป็นช่างทองนี้ได้พบทั้งสองประการแล้วไม่เป็นผู้ประมาท ได้สร้างเวจกุฎีถวายบูชาพระรัตนตรัยด้วยศรัทธาเลื่อมใส ได้เสวยสุขในสุคติโกลสวรรค์ และเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน แม้ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่า ตัณหังกร เราตถาคตก็เคยสร้างเวจกุฎี และที่สำหรับอาบแก่พระภิกษุสามเณร ได้ตั้งสัตยธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์หนึ่งในอนาคตกาล” ด้วยผลแห่งอานิงส์ที่ข้าพระองค์ได้สร้างเวจกุฎีให้เป็นสาธารณะทานนี้ ตถาคตครั้นทำลายขันธ์แล้วก็ไปบังเกิดสวรรค์ เสวยทิพย์สมบัติอยู่ชั้นดุสิต ครั้นจุติจากชาตินั้นแล้ว ได้ท่องเที่ยงอยู่สังสารวัฎฎ์ จนบารมีเต็มเปี่ยมแล้ว จึงตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตถาคตนี้เอง ก็สมดังคำปรารถนาในครากาลครั้งโน้นทุกประการ

เมื่อจบพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว ชนทั้งหลายเป็นอันมากได้ดวงตาเห็นธรรม ต่างก็รื่นเริงบันเทิงใจในอานิสงส์บุญจากเวจกุฎีเป็นยิ่งนัก

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org