อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม

อานิสงส์สร้างกุฎีวิหาร


“บุคคลผู้ใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสพระรัตนตรัยแล้ว ก่อสร้างกุฎีวิหารศาลาคูหาน้อยใหญ่ถวายเป็นทาน จะประกอบด้วยผลอานิสงส์มาก เป็นอเนกประการนับได้ถึง 40 กัลป์”

ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม พระองค์เที่ยวโปรดเวไนยสัตว์ให้ได้มรรค 4 ผล 4 ในครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร ได้ครองราชสมบัติที่กรุงราชคฤห์ ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า แล้วก่อสร้างกุฎีวิหารในพระราชอุทยานเวฬุวัน สวนป่าไม้ไผ่ ให้เป็นวัดแรกในพุทธศาสนา ถวายแก่องค์สมเด็จพระพุทธเจ้า พร้อมกับภิกษุสงฆ์ 500 รูป พร้อมกับถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์เสร็จภัตตากิจแล้ว

พระเจ้าพิมพิสารทูลถามว่า…

“ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาธุชนทั้งหลายมีใจศรัทธาเลื่อมใส มาก่อสร้างกุฎีวิหารถวายเป็นสังฆทานนั้น จะได้ผลานิสงส์เป็นประการใด ขอให้พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ให้ข้าพุทธเจ้าพร้อมบริษัททั้งหลาย ได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาว่า…

“ดูกรมหาบพิตรพระราชสมภาร บุคคลผู้ใดมีจิตศรัทธาเลื่อมใสพระรัตนตรัยแล้ว ก่อสร้างกุฎีวิหารศาลาคูหาน้อยใหญ่ถวายเป็นทาน จะประกอบด้วยผลอานิสงส์มาก เป็นอเนกประการนับได้ถึง 40 กัลป์”

แล้วพระองค์ก็ทรงนำอดีตนิทานมาเทศนาต่อไปว่า…

…..ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว พระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติบังเกิดในโลก โลกยังศูนย์เปล่าอยู่สิ้นกาลช้านาน ในระหว่างนั้น พระปัจเจกโพธิเจ้าทั้งหลาย ก็ได้บังเกิดตรัสรู้ในโลกนี้ พระปัจเจกโพธิเจ้าก็อาศัยในป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่ง ท่านมีความปรารถนาจะมาใกล้หมู่บ้าน อันเป็นแว่นแคว้นกาสิกราช ท่านมาอาศัยอยู่ในราวป่าแห่งหนึ่งแถบใกล้หมู่บ้าน ครั้งนั้นมีนายช่างคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้น เดินทางเข้าป่ากับลูกชายของตน เพื่อจะตัดไม้มาขายกินเลี้ยงชีพตามเคย ก็แลเห็นพระปัจเจกโพธิเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พ่อลูกสองคนก็เข้าไปใกล้น้อมกายถวายนมัสการแล้ว

นายช่างทูลถามว่า…

“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระคุณเจ้าจะไปไหน จึงมาอยู่ในสถานที่นี้”

พระปัจเจกโพธิจึงตอบว่า…

“ดูกรอาวุโส บัดนี้จวนจะเข้าพรรษาแล้ว อาตมาเที่ยวแสวงหากุฏีวิหาร ที่จะจำพรรษา”

นายช่างทราบดังนั้น ก็อาราธนาให้พระปัจเจกโพธิอยู่จำพรรษาในที่นี้ พระปัจเจกโพธิทรงรับด้วยการดุษณียภาพ สองคนพ่อลูกก็ดีใจ จึงขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าเข้าไปสู่เรือน ถวายบิณฑบาตทานแก่พระปัจเจกโพธิ จากนั้นสองคนพ่อลูกก็เที่ยวตัดไม้แก่นมาทำสร้างกุฎีวิหารที่ริมสระโบกขรณีใหญ่ และทำที่จงกรมเสร็จ แล้วไปอาราธนาพระผู้เป็นเจ้า ให้จำพรรษาในกุฎีวิหารที่ได้สร้างไว้ ครั้นพระปัจเจกโพธิได้รับนิมนต์แล้ว สองคนพ่อลูกตั้งปฏิธานความปรารถนาว่า…“ขอให้ข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ ความยากไร้เข็ญใจ และขอให้ข้าพเจ้าทั้งสองนี้ ได้เป็นพระอรหันต์ขีณาสพผู้ประเสริฐองค์หนึ่งเถิด” พระปัจเจกโพธิก็รับอนุโมทนาซึ่งบุญ นายช่างสองคนพ่อลูกอยู่จนสิ้นอายุขัยแล้ว ทำกาลกริยาตาย ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองเป็นที่รองรับ และเทพอัปสรแวดล้อมเป็นบริวาร

ฝ่ายบุตรชาย เสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์สิ้นกาลช้านาน จุติจากสวรรค์นั้นแล้วก็ไปบังเกิดเป็นราชบุตรของพระเจ้าสุโรธิบรมกษัตริย์ ในเมืองมิถิลามหานคร ทรงพระนามว่า มหาปนาทกุมาร มหาปนาทกุมารเจริญวัยขึ้นได้เสวยราชสมบัติ เป็นพระยาจักรพรรดิราช ด้วยอานิสงส์ที่ได้สร้างกุฎีวิหารถวายเป็นทานแก่พระปัจเจกโพธิ ครั้นตายจากชาติเป็นพระยามหาปนาทแล้ว ก็เวียนว่ายตายเกิดในมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ แล้วก็มาเกิดเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ 80 โกฏิ อยู่ในภัททิยนคร ชื่อว่า ภัททชิ มีปราสาท 3 หลัง อยู่ใน 3 ฤดู ครั้นเจริญวัยได้บวชในศาสนา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในศาสนาของตถาคตดังนี้แล

ส่วนเทพบุตรองค์พ่อนั้น ยังเสวยทิพย์สมบัติอยู่ในสวรรค์ช้านาน จนถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย์ลงมาตรัสสัพพัญญูเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในมนุษย์โลก จะได้จุติลงมาปฏิสนธิในครรภ์พระอัครมเหสีของสมเด็จพระเจ้ากรุงเกตุมวดี ทรงพระนามว่า สังขกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้วก็ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมกษัตริย์ มีทวีปน้อยใหญ่เป็นบริวาร ต่อมาพระองค์ได้สละราชสมบัติบ้านเมืองออกไปบรรพชา ในสำนักพระศรีอริยเมตไตรย์ กับทั้งบริวาร 1 โกฏิ ก็ได้ถึงอรหันต์ ได้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา ทรงพระนาม อโสกเถระ ก็ด้วยอานิสงส์ได้สร้างกุฎีให้เป็นทานนั้นแล อันเป็นบุญให้ถึงความสุข 3 ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org