อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม

อานิสงส์ถวายข้าวจี่


ขึ้นชื่อว่าโภคสมบัติของบุคคลผู้ตระหนี่อันมีอยู่ในมนุษย์โลกนี้ จะมากสักหมื่นแสนหรือมากกว่านั้นก็ตาม หาประเสริฐเท่ากับข้าวปั้นหนึ่งอันบุคคลให้ทานแล้วนั้นไม่

…..ครั้นเมื่อพระบรมศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่งพระองค์ได้ทรงเล็งพระญาณ ตรวจดูหมู่สัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ก็ปรากฏเห็น นางปุณณทาสี ในฝ่ายพระญาณของพระองค์ว่า… นางปุณณทาสีจักต้องตายในวันนี้อย่างแน่นอน ถ้าพระองค์ไม่เสด็จไปอนุเคราะห์ก็จะต้องไปสู่ทุคติ พระองค์ทรงมีพระเมตตากรุณาแก่สัตว์โลก ได้ไปโปรดให้พ้นจากบาปอกุศลบรรลุถึงความสุข มีมรรคผลนิพพาน ตามบารมีของสัตว์นั้นๆจะสั่งสมไว้มากน้อยเพียงใด ส่วนนางปุณณทาสีนี้ก็เช่นเดียวกัน พระองค์ได้เสด็จไปโปรดในเวลาบิณฑบาต พระองค์ทรงนุ่งห่มจีวรอันเป็นปริมณฑลแล้ว มีพระอานนท์ถือบาตรตามเสด็จไปสู่ที่อยู่ของนางปุณณทาสี ส่วนนางปุณณทาสีเป็นคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ อาศัยอยู่ในเรือนเศรษฐีชาวกรุงราชคฤห์เลี้ยงชีวิตเป็นอยู่

…..ในเช้าวันนั้นนางถูกเศรษฐีใช้ให้ตำข้าววันยันค่ำ แต่ก็ไม่แล้วเสร็จ ครั้นรุ่งเช้าก็ลุกขึ้นแต่เช้ามืด จุดไฟซ้อมตำต่อไป พอสว่างก็เสร็จพอดี นางจึงเอารำอ่อนผสมกับข้าวปั้นให้เหนียว แผ่ย่างไฟให้สุกดีแล้วก็เก็บไว้ แล้วยกครุขึ้นบนบ่าเดินไปตักน้ำ ปรารถนาจะนำไปบริโภคด้วยตนเอง ครั้นไปถึงในระหว่างทาง เห็นพระบรมศาสดากับพระอานนท์บิณฑบาต ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส นางก็คิดว่า…“เราตกทุกข์ได้ยากลำบากทั้งกายและใจ ต้องเป็นทาสีอาศัยเศรษฐีเลี้ยงชีวิต เพื่ออยู่ไปวันหนึ่งวันหนึ่งเท่านั้น ก็เพราะเราไม่ได้ให้ทาน รักษาศีล ทำบุญไว้ในชาติปางก่อน ชาตินี้เราจึงได้เดือดร้อนลำบากมากในความเป็นอยู่ ตอนนี้เราได้พบพระพุทธเจ้าแล้ว แต่ไม่มีของที่จะถวาย เห็นมีแต่ข้าวจี่ปั้นนี้ แต่ว่ามันเป็นของเลว ไม่ประณีต พระพุทธเจ้าจะทรงอนุเคราะห์ฉันหรือ แต่ว่าขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าแล้ว ย่อมมีพระเมตตามหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่รังเกียจว่าของจะประณีตหรือเลว”

เมื่อนางคิดดังนั้นแล้ว จึงเดินเข้าไปหาพระบรมศาสดา

แล้วนางปุณณทาสีก็อาราธนาว่า…

“ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับข้าวจี่ปั้นนี้ ของหม่อมฉันผู้เป็นคนยากจนเข็ญใจเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระศาสดาจึงทรงเปิดบาตรรับข้าวจี่ ของนางปุณณทาสี แล้วเสด็จไปบ้านของเศรษฐี นางปุณณทาสี ครั้นใส่บาตรแล้วก็ยังยืนอยู่ที่นั้น มองดูพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จไปสู่บ้านเศรษฐีนั้น ก็มาคิดอีกว่า…“เมื่อพระศาสดาเสด็จไปฉันข้าวในบ้านเศรษฐี ภัตตาหารในเรือนของเศรษฐีล้วนแต่ของดีๆ มีกลิ่นรสอันโอชา เป็นของที่ประณีตน่าขบฉัน ส่วนข้าวจี่ของเราเป็นของเลวทราม พระองค์คงไม่ฉันแน่ จะต้องเอาโยนทิ้งให้กาและสุนัขเสีย”

สมเด็จพระบรมศาสดาทรงทราบวาระจิตของนางปุณณทาสีว่าคิดอย่างไร จึงรับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดอาสนะที่ภายใต้ร่มทาง แล้วเสด็จประทับนั่งฉันข้าวจี่นั้นให้นางปุณณทาสีเห็น ครั้นทำภัตตกิจเสร็จแล้ว

ตรัสพระสัทธรรมเทศนาอนุโมทนาบุญของนางปุณณทาสีว่า…

“ขึ้นชื่อว่าโภคสมบัติของบุคคลผู้ตระหนี่อันมีอยู่ในมนุษย์โลกนี้ จะมากสักหมื่นแสนหรือมากกว่านั้นก็ตาม หาประเสริฐเท่ากับข้าวปั้นหนึ่งอันบุคคลให้ทานแล้วนั้นไม่ เพราะว่าโภคทรัพย์ทั้งหลายที่มีอยู่กับบุคคลผู้ตระหนี่เหนียวแน่น ไม่เป็นประโยชน์อันใดเลย แค่จะกินก็ยังยาก กลับแต่จะหมดเปลืองไป ครั้นผู้ตระหนี่นั้นตายลง สมบัติเหล่านั้นก็เป็นของคนอื่นไป มิได้ติดตามไปสู่ปรภพเบื้องหน้า แต่ทานอันมีประมาณน้อย ที่บุคคลได้ถวายแล้วในพระอริยเจ้า ทานนั้นจะเป็นบันไดไปสู่สุคติสวรรค์ และเป็นเสบียงเลี้ยงตนไปในหนทางทุรกันดารในคราวที่ดับขันธ์แล้ว”

เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนาลงแล้ว นางปุณณทาสีได้ซ้องสาธุการบันเทิง ในทานสมบัติที่ตนได้ทำแล้วนั้น ถวายอภิวาทพระศาสดาจารย์แล้วหลีกไป ในขณะที่นางเดินไปตามทางนั้น ด้วยความอิ่มเอิบยินดี ไม่ได้ทันพิจารณาดูทางเดินไปเหยียบงูเห่าในระหว่างทาง งูเห่าเลยขบกัดเท้านางเข้า พิษได้แล่นเข้าสู่หัวใจ นางปุณณทาสีก็ทำกาลกิริยาตายไปในที่นั้น แล้วได้ไปเกิดบนสวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ มีนางฟ้าพันหนึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร ก็เพราะอานิสงส์ที่นางได้ถวายข้าวจี่ปั้นแก่พระพุทธเจ้า

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org