อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม

อานิสงส์กรวดน้ำ


ถวายสังฆทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลที่ตนได้กระทำนั้นให้แก่ผู้ตาย ครั้นผู้ตายได้รับส่วนอุทิศแล้ว ก็จะพ้นทุกข์ได้อย่างแน่แท้…

…..ในครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับอยู่ ณ เชตะวันมหาวิหาร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มีพราหมณ์ผู้หนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น มีทรัพย์สมบัติอยู่ 80 โกฏิ พราหมณ์ผู้นั้นมีบุตรชายอยู่คนหนึ่งเป็นที่รักมาก เพราะมีบุตรคนเดียว พอบุตรชายมีอายุได้ประมาณ 17 ปี ก็เกิดโรคาพยาธิมาเบียดเบียน ก็ถึงซึ่งความตายไป พราหมณ์ผู้เป็นพ่อและแม่ บังเกิดความทุกขเวทยาโทมนัสเศร้าโศกเสียใจ เพราะอาลัยรักในบุตรที่ตายไปอย่างยิ่ง จึงให้สั่งคนใช้ที่เป็นบริวาร นำเอาศพไปเผาในป่าช้า และสั่งให้ปลูกศาลาขึ้นหนึ่งหลัง มีเสื่อสาดอาสนะ แล้วจัดทาสคนหนึ่งไปคอยปฏิบัติรักษาอยู่ในป่าช้านั้น เพื่อจะได้ส่งข้าวน้ำอาหาร ทั้งเช้าและเย็นให้แก่ลูกชายของตนทุกๆวันมิได้ขาด ทำเหมือนกับบุตรชายของตนมีชีวิตอยู่ ทาสผู้นั้นก็ทำตามคำสั่งอยู่เสมอมิได้ขาดเลยสักวันเดียว

อยู่มาวันหนึ่ง บังเอิญฝนตกหนักมากน้ำก็ท่วมหนทางที่จะไปนั้น ทาสผู้นั้นจะข้ามไปก็ไม่ได้จึงกลับมา ในระหว่างทางพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต ก็เลยเอาอาหารนั้นใส่บาตรให้เป็นทานแก่พระภิกษุ แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญนั้นส่งให้แก่ผู้ตาย

ลูกชายที่ตายไปนั้นมานิมิตฝันให้พราหมณ์ผู้เป็นพ่อว่า…

“ข้าพเจ้าได้ตายไปนานแล้วไม่เคยได้กินข้าวเลยสักวันเดียว เพิ่งจะมาได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวเท่านั้น”

ครั้นพราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้นิมิตฝันอย่างนี้ ก็ใช้ให้คนไปตามทาสผู้ไปคอยเฝ้าปฏิบัติมาไถ่ถามดู ทาสผู้นั้นก็ตอบว่าข้าพเจ้าไปส่งข้าวทุกๆวัน แต่วันนี้ข้าพเจ้าไปไม่ได้ฝนตกหนักน้ำท่วม ก็กลับมาพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็เลยเอาข้าวนั้นใส่บาตร แก่ภิกษุรูปนั้น แล้วอุทิศส่วนบุญนี้ไปให้บุตรของท่าน บุตรของท่านก็คงจะได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวดังนี้แล ครั้นพราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็คิดว่าเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเสียก่อน จะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร พราหมณ์ก็ถือดอกไม้ธูปเทียนของหอมเข้าไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า แล้วบูชาเครื่องสักการะนั้น แล้วนั่งที่สมควรแก่ตน

แล้วพราหมณ์ก็ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า…

“ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คนหญิงชายทั้งหลายในโลกนั้น ครั้นเขาตายไปปรโลกแล้ว ผู้อยู่ภายหลังได้แต่งข้าทาสชายหญิงให้ไปปรนิบัติ แล้วปลูกศาลาไว้ให้ เอาเสื่อสาดอาสนะช้างม้าวัวควายไปในป่าช้านั้น จะเป็นอานิสงส์แก่ผู้ตายไปนั้นหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า”

องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสพระธรรมเทศนาว่า…

“ดูกรพราหมณ์ จะให้เป็นอานิสงส์แก่ผู้ตายนั้น ควรถวายสังฆทานให้แก่พระภิกษุสงฆ์สามเณร กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลที่ตนได้กระทำนั้นให้แก่ผู้ตาย จึงจะเป็นผลอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ไพศาล ผู้ที่ตายไปแล้วนั้น ครั้นได้รับส่วนอุทิศอันให้แล้ว ก็จะพ้นทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลนั้นได้อย่างแน่แท้”

ครั้นพราหมณ์ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วก็ชื่นชมยินดีอย่างมาก แล้วทูลอาราธนาพระพุทธเจ้ากับทั้งพระภิกษุสงฆ์ไปสู่บ้านเรือนของตน เพื่อฉันภัตตาหาร ครั้นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จ พราหมณ์ได้ถวายปัจจัย 4 มี จีวร เป็นต้น แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ลูกชายของตน

องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาว่า…

“ดูกรพราหมณ์ ตั้งแต่นี้ต่อไปอย่าได้ไปปฏิบัติอยู่ในป่าช้านั้นอีกเลย ท่านจงรักษาศีลภาวนาอย่าได้ขาด บุตรของท่านก็จะได้พ้นทุกข์ ขึ้นไปเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”

พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาจบลงแล้ว บุตรชายของพราหมณ์ผู้ตายไปแล้วนั้นก็พ้นจากเปรตวิสัย ได้ไปอุบัติบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองสูง 12 โยชน์ มีนางฟ้าเทพอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร พราหมณ์ผู้เป็นบิดาก็ตั้งอยู่ในศีล 5 ศีล 8 ตราบเท่าสิ้นชีวิตแล้ว ได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาททองและเทพกัญญาหนึ่งหมื่นเป็นบริวาร ดังนี้เป็นต้น

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org