อานิสงส์บุญ

ผลบุญนี้ ท่านได้ แต่ใดมา...

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม

อานิสงส์ถวายอัฐบริขาร


บุคคลใดที่มีใจศรัทธาเลื่อมใสมาก่อสร้างบริการ 8 ประการ ถวายเป็นทานก็จะได้อานิสงส์ 36 กัป บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิได้ 100 ชาติ จะได้เสวยสมบัติในชั้นสวรรค์ภายหลัง จะได้พระนิพพานสมบัติ อันสิ้นภพสิ้นชาติสิ้นทุกข์สิ้นภัย ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร การถวายทานด้วยเครื่องอัฐบริขารนี้ เป็นเยี่ยงอย่างประเพณีแห่งพระบรมโพธิสัตว์สืบๆกันมา

ในกาลครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จอาศัยกรุงสาวัตถี อันเป็นที่โคจรบิณฑบาต เสด็จประทับอยู่ในบุพพารามวิหาร ณ ป่าเชตวัน มีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งอยู่ในบ้านสถาน ชื่อว่า หะโตสะเศรษฐี ปลูกโรงมณฑปไว้หน้าเรือนของตน และสร้างแปลงอัฏฐะบริหาร 8 ประการ เป็นต้นว่า ผ้าจีวร สบง สังฆาฏิ บาตร ผ้ากรองน้ำ คิลานเภสัช ขวานสิ่ว เสื่อสาดอาสนะ ครบเครื่องอัฏฐะ แล้วทำการมหรสพอันยิ่งใหญ่ ประจบครบ 7 วัน แล้วจึงนำกองอัฏฐะเข้าไปสู่ป่าเชตวัน ณ บุพพรามวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถวายบิณฑบาต และอัฏฐะแก่พระพุทธองค์กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ 500 รูป เสร็จจากการภัตตากิจแล้ว

หะโตสะเศรษฐีก็กราบทูลถามพุทธองค์ว่า…

“ถึงองค์ผู้เจริญ อันบุคคลที่มีจิตศรัทธาประสันนาการ มาสร้างอัฐบริขาร 8 ประการให้เป็นทาน จะได้อานิสงส์อย่างไรพระเจ้าข้า”

องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเทศนาว่า…

“ดูกรเศรษฐี บุคคลใดที่มีใจศรัทธาเลื่อมใสมาก่อสร้างบริการ 8 ประการ ถวายเป็นทานก็จะได้อานิสงส์ 36 กัป บุคคลผู้นั้นจะไม่ไปสู่อบายภูมิได้ 100 ชาติ จะได้เสวยสมบัติในชั้นสวรรค์ภายหลัง จะได้พระนิพพานสมบัติ อันสิ้นภพสิ้นชาติสิ้นทุกข์สิ้นภัย ไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร การถวายทานด้วยเครื่องอัฐบริขารนี้ เป็นเยี่ยงอย่างประเพณีแห่งพระบรมโพธิสัตว์สืบๆกันมา”

พระพุทธองค์จึงนำอดีตนิทานมาเทศนาว่า…

…..เศรษฐีในอดีตกาลล่วงมาแล้ว ในครั้งพระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญพระบารมีบริบูรณ์ ได้ตรัสรู้ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงพระมหากรุณาโปรดเวไนยบรรพสัตว์ ให้ตั้งอยู่ในทางสวรรค์และทางนิพพาน ครั้งนั้นยังมีบุรุษเข็ญใจ เลี้ยงชีวิตด้วยความลำบาก ไปเที่ยวเก็บผักหักฟืนมาขายเลี้ยงชีวิต อยู่มาวันหนึ่ง ไปเห็นพระปัจเจกโพธิองค์หนึ่งอยู่ในป่า ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระปัจเจกโพธิ เข้าไปถวายอภิวาท แล้วแบกเอามัดฟืนและผักกับมาขายได้เงินพอสมควร แล้วจึงนำไปซื้อผ้าแพรมาทำเป็นผ้าสบง จีวร สังฆาฏิ บาตร ครบเครื่องอัฎฐะแล้ว จึงนำเข้าไปถวายแก่พระปัจเจกโพธิเจ้า แล้วจึงตั้งปฏิธานว่า “เดชะบุญแห่งข้าพเจ้าได้ทำทานในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากความเข็ญใจได้ยากเหมือนดั่งชาตินี้ และเมื่อข้าพเจ้าได้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารตราบใด ขอให้ข้าพเจ้าบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ให้ได้จำแนกแจกทานแก่ท่านผู้มีศีล และคนยาจก วณิพก คนขอทานทุกทั่วหน้า และขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ครั้นปรารถนาแล้วก็กลับไปสู่บ้านเรือนของตน ขวนขวายหาเลี้ยงมารดาตราบเท่าสิ้นอายุ ก็ไปบังเกิดสวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมานทองสูง 28 โยชน์ มีนางฟ้าเทพอัปสร 500 เป็นบริวาร ครั้นจุติจากตุสิตพิภพแล้ว มาถือกำเนิดในตระกูลสากยะเสตะราชกรุงสาวัตถี บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ ครั้นเจริญวัยขึ้นก็ได้เสวยราชสมบัติแทนบิดา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปัสเสนทิโกศลในกาลบัดนี้แล

ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว หะโตสะเศรษฐีได้ทูลลาไปสู่เรือนของตน ครั้นเมื่อสิ้นอายุขัยแล้วก็ไปบังเกิดในดุสิต เสวยทิพย์สมบัติ มีวิมานทองสูง 20 โยชน์ มีเทพอัปสร 3 หมื่น เป็นบริวาร

เครดิตบทความต้นฉบับ : www.84000.org